#เบนซ์นะจ๊ะในปี2017

เติบโต, เรียนรู้ และก้าวผ่าน

คือคำสามคำที่ให้แก่ชีวิตตัวเองในปีนี้ครับ

ปีนี้ก็เป็นอีกปีนึงที่ผ่านไปไวมากๆ เพิ่งรู้สึกว่าเขียนบล็อก recap ปีที่แล้วไปไม่นานนี่เองนี่หว่า ก็ต้องเขียนของปีนี้ซะแล้ว วันและเดือนได้ผ่านพ้นไปมากๆ

ปีนี้ถือว่าเป็นปีที่สนุก และมีความเป็น “โรลเลอโคสเตอร์” เอามากๆ มีหลากมู้ดหลากอารมณ์จริงๆ ในปีเดียว และเป็นปีที่เติบโตมากๆ ขึ้นอีกปีนึง ได้เติบโตในหลายๆ แง่มุมของชีวิต และก็รู้สึกว่าตัวเองได้ก้าวผ่านอะไรหลายๆ อย่างมาได้เยอะพอสมควร

ชีวิตมหาลัยเทอมสุดท้าย

เรื่องนี้เขียนไปเยอะมากๆ แล้วในบล็อกนี้ (tie-in แปป)

ถ้าพูดถึงโมเม้นในชีวิตปี 4 เทอม 2 ซึ่งเป็นโค้งสุดท้ายของมหาลัยจริงๆ ก็จะถือได้ว่าเป็นช่วงเวลานึงที่เหนื่อยพอสมควร เพราะทำโปรเจคจบ ซึ่งก็หนักหนาสาหัสอยู่ระดับนึงแล้ว และก็ทำงาน Part-time ควบคู่ไปด้วย ก็เลยต้องจัดสรรเวลาดีๆ หน่อย ต้องแบกทั้งงานที่บริษัท และซีเนียร์โปรเจค

ยิ่งช่วงจะส่งซีเนียร์โปรเจคนะ โคตรพีค ความกดดันมาเต็มมาก

แต่ถ้าไม่นับเรื่องการเรียนและโปรเจคอันเข้มข้นแล้ว สิ่งนึงที่เริ่มรู้สึกได้คือ บทสนทนาบนโต๊ะกินข้าวเริ่มเปลี่ยนไป

“เฮ้ยจะทำงานไหนต่อดี”

“เรียนต่อหรือทำงานดีวะ?”

“พวกมึงแม่งตามไปให้กำลังใจกูกันถึงที่เลยนะวันนั้น 55”

“กูจำมึงแพลงกิ้งวันนั้นได้ 55555555555555555”

หลายๆ คนเริ่มพูดถึงเรื่องอนาคตของตัวเองกัน ประเด็นทั้งว่าจะทำงานไหนดี, จะทำงานหรือจะเรียนต่อก็เป็นหนึ่งในบทสนทนาบนโต๊ะกินข้าวไปแล้ว และบางครั้งบทสนทนาก็จะพูดถึงวีรกรรมสมัยวัยยังละอ่อน สมัยตอนปี 1 ที่ฟังแล้วก็นั่งฮากันยกใหญ่ (แบบ อห. นี่กูเคยทำอะไรแบบนั้นด้วยเหรอ 55555)

ซึ่งจะบอกว่าตอนแรกๆ ก็ไม่ได้รู้สึกใจหายหรอกว่ากูจะเรียนจบแล้ว มาค่อยๆ ใจหายจริงๆ ก็ตอนที่เริ่มวัดตัวชุดครุย, เริ่มส่งซีเนียร์โปรเจค, เริ่มสอบเสร็จทุกวิชา, เริ่มมีงานทำ, เจอเพื่อนภาคน้อยลง, เพื่อนๆ เริ่มไปทำงานกัน ต่างคนต่างมีเส้นทางของตนเอง ไปจนถึงตอนรับปริญญานี่แหละ ที่เริ่มใจหายจริงๆ ว่า เออนี่กูจบแล้วจริงๆ ทุกคนต่างต้องออกไปเดินทางไปยังเส้นทางของตัวเอง ความฝันของตัวเองจริงๆ เพื่อนหลายๆ คนก็ไปต่างประเทศเพื่อไปทั้งเรียนต่อและทำงาน คิดแล้วใจหายจริงๆ ว่าเมื่อวานก็ยังเจอกันอยู่เลย

จนมีวันนึง ก็ได้นั่งตกผลึกเรื่องราว 4 ปีในจุฬาฯ มาเป็นบล็อกนั้นแหละครับ ทำให้รู้สึกว่าที่แห่งนี้ให้อะไรกับเราเยอะมากจริงๆ ลองตามไปอ่านกันได้

Senior Project สุดรัก: vCloud

แม้ว่าตอนนี้รถป๊อปจะเปลี่ยนผ่านไปใช้คันใหม่ของบริษัทใหม่ และต้องเอาฮาร์ดแวร์ใหม่ของแลปไปติดตั้ง ซึ่งก็ต้องรอกันต่อไป ทำให้เว็บตอนนี้ก็ตายสนิทไม่มีรถสักคัน แต่โปรเจคนี้ถือว่าเป็นความภาคภูมิใจของผมจริงๆ

เป็นงานแรกที่ตัว technology stack ที่ผมเลือกใช้นั้น ไม่เคยแตะมาก่อนเลย เริ่มเรียนรู้พร้อมๆ กับการทำซีเนียร์โปรเจคเลย stack ที่ใช้ก็คือ JavaScript หนักๆ และ Python บน Rasberry Pi นิดหน่อย (Python ก็ไปจับพาร์ท Low-Level Network ซึ่งก็เป็นดินแดนที่ไม่เคยเหยียบย่ำ) และส่วนที่เป็น JavaScript ทั้ง Front-End และ Back-End นี่ถือว่าทำให้สกิลผมค่อนข้างก้าวกระโดดเลยทีเดียว

โดยเฉพาะ Front-End ที่ตอนแรกสุดเล็งจะใช้ Angular แต่ก็เปลี่ยนใจลอง React ด้วยความคิดสุด simple

“เออ แม่งยากดี”

(ซึ่งค้นพบว่าไอ้ที่ยากอะ ไม่ใช่ React เพื่อนๆ แม่งต่างหาก 55555)

ซึ่งความคิดนี้เป็นความคิดที่อยากท้าทายตัวเอง เพราะสุดท้ายผมเชื่อว่าแรงผลักดันที่จะต้องส่งซีเนียร์โปรเจคจนได้มันก็จะผลักให้เราเขียน React เป็นเอง (อารมณ์คำพูดที่ผมชอบพูดว่า กรุงโรมไม่ได้สร้างในวันเดียว แต่ถ้าอาจารย์อยากได้กรุงโรมพรุ่งนี้ ก็ต้องเสร็จ)

จนบอกได้เลยว่า เพราะงาน vCloud นี้ทำให้ทุกวันนี้เป็น Full-Stack JavaScript ได้เลย 55555 เพราะซีเนียร์โปรเจคปีนี้เป็นปีแรกที่มีนโยบายให้ทำคนเดียว โอ้โหจัดไปสิครับ Full-Stack is real. (ลามไปถึง Infra ด้วยนะ)

แต่ยิ่งไปกว่านั้น งานนี้ได้ไปออกบูท NSC ระดับภาคกลางด้วยครับ เป็นคนเดียวในแลปที่ได้ไป (#มันก็จะเหงาๆหน่อยๆ) แต่ก็สนุกดี ถึงแม้จะไปไม่ถึงรอบสุดท้าย แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดี ได้ไปดูงานของกลุ่มอื่นๆ ที่หลายกลุ่มก็น่าสนใจด้วย (และไปค้นพบความโลกกลมว่า บางกลุ่มที่ว่านั้นก็เป็นเด็กค่าย YWC ด้วย 55555)

และ vCloud เองก็ได้ไปออกในงาน Nitad 17 ที่จัดขึ้น 4 ปีครั้ง ยกขโยงกันไปทั้งแลป ซึ่งโชคไม่ดีที่ว่าบูทที่ตัวเองได้ อยู่คนละโซนกับบูทแลป และของเพื่อน #มันก็จะเหงาๆหน่อยๆ อีกแล้ว 55555 จนตัดสินใจยุบบูททิ้ง และไปรวมกับของแลปแทนเลย

และที่โชคไม่ดีต่อมาและค่อนข้างเฟลนิดๆ ในตอนนั้น คือบูทเราไม่ได้ถวายรายงานโครงการแก่สมเด็จพระเทพฯ ในวันที่ท่านเสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมชมงาน Nitad ครับ คือท่านเสด็จผ่านทุกบูทนะ เว้นบูทผมนี่แหละ T-T เสียดาย

ซึ่งต้องขอบคุณอาจารย์จูน อาจารย์ที่ปรึกษาโปรเจคที่ได้ให้ทำโปรเจคนี้ครับ สนุกมากๆ ได้ฝึกสกิลหลายด้านด้วย (โค้ด/รูปเล่ม/โลโก้/artwork ทำเองทุกอย่าง เป็นทุกอย่างให้เธอแล้วจริงๆ)

ไปโม้ขายภาคคอมใน Nitad 17

เรียกได้ว่าถ้าเฝ้าบูทในงาน Nitad ก็ว่าเหนื่อยแล้ว แล้วการต้องวาร์ปไปช่วยฟง ซึ่งเป็นเฮดภาคคอมเพื่อไปพูดแนะนำภาคเนี่ย ก็ต้องเหนื่อยมากๆ แน่เลย…คุณเข้าใจถูกแล้ว 555555

แต่ก็สนุกดี เพราะปกติชอบเล่าอะไรให้น้องๆ ม.ปลายฟังอยู่แล้ว แต่น้องจะชอบที่พูดไปไหมก็ไม่รู้นะ 55555 ถามว่าเรตติ้งภาคคอมในมุมคนนอกเป็นยังไง ภาคคอมก็ยอดนิยมอยู่นะ คนเยอะเต็มห้องหลายวันเลย

จริงๆ เราเองก็เริ่ม classified กลุ่มคนที่มาฟังแนะนำภาคในงานต่างๆ อย่างเช่นในงานนิทัศน์ หรืองาน Open house เมื่อปีก่อนๆ ซึ่งการ classified นี้จู่ๆ ก็เกิดขึ้นมาเอง เนื่องจากไปพูดบ่อยมาก ก็ได้ประมาณว่า

  • อินมาก โคตรอยากเข้า อันนั้นจะเจอได้ตอนหลังพูดเสร็จ ออกจากห้องก็จะมีน้องเข้ามาคุย ซึ่งจริงๆ ก็รู้สึกว่าได้อะไรเยอะมากๆ คือเราก็เรียนรู้น้องๆ ด้วยว่าสมัยนี้น้องต้องผจญการสอบอุตลุดอะไรบ้าง และน้องก็อาจจะได้อะไรๆ จากเราไปด้วยระหว่างที่พูดคุย ดีไม่ดีบางทีพูดๆ ไปน้องอาจจะเปลี่ยนใจไม่อยากเข้าภาคแล้วก็คงมีแหละ ถถถถ แต่เราก็ไม่ได้ติดว่าทุกคนที่ต้องมาฟังคือต้องเข้าภาคเราไรงี้ ก็อยากให้น้องตัดสินใจให้ถี่ถ้วนละกัน

  • เฉยๆ จริงอันนี้ก็จะเป็นคนกลุ่มมากแหละ น้องก็คงเข้ามาฟังๆ พยักหน้าหงึกๆ ในห้อง แต่ก็พอให้น้องเห็นภาพว่าเออภาคเรามันเรียนประมาณนี้นะๆๆๆ ให้น้องไปคิดอีกทีนึง

  • คุณผู้ปกครองดูอยากจะเรียนมากกว่าลูกอีก อันนี้จริงๆ ก็อยากจะบอกนะว่า นี่มันปี 2017 จะ 2018 (พ.ศ.ก็ 2560 จะ 2561) แล้วนะครับ บางอย่างเราก็ควรให้ลูกคุณพ่อคุณแม่เป็นคนตัดสินใจนะครับ ลูกเป็นคนเรียนนะครับไม่ใช่พ่อแม่ คือเข้าใจว่าก็คงหวังดีอยากให้ลูกได้เรียนที่ดีๆ มี career path ดีๆ แต่ถ้าชีวิตไม่มีความสุขก็ไม่ดีนะครับ

แต่ก็ถ้าจะให้ไปพูดแนะนำภาคอีก ก็ยังอยากจะไปอยู่ดี

เว็บค่าย JWC#9

เป็นอีกงานนึงที่เป็นผลพวงจากการเป็นเด็กค่าย YWC#14 ก็เลยต้องจัดค่าย JWC#9 ขึ้นมาครับ

ซึ่งวันค่ายก็ไม่ได้ไป เพราะไปค่าย BitByte แทน แต่ก็ทำเว็บค่ายไว้ให้ ใช้ Laravel + Vue.js ซึ่งแน่นอน ผมก็เอาพาร์ท Vue.js กับ Front-End ไป ให้คนอื่นลุย Back-end เอง (ไม่เชี่ยว PHP จริงๆ…)

ตอนนั้นก็สนุกครับ ลากเพื่อนภาคที่เป็นเด็กค่ายแต่เป็นรุ่น 13 มาช่วยทำด้วย 55555 ก็ไปนั่งประจำการกันที่แมคโดนัลด์ตรงสีลม จนสุดท้ายก็เข็นออกมาได้ (เสียดายกลับบ้านดึกไม่ได้ เลยไม่ได้อยู่ช่วยกันยาวๆ)

ปล.ช่วงปั่นเว็บก็มีเรื่องพีคๆ จากประธานค่าย YWC#15 เหมือนกัน ซึ่งขอไม่พูดถึง เดี๋ยวเสียหาย 5555

BitByte#13

ตอนแรกค่ายนี้เกือบไม่เกิดละ แต่ต้องขอบคุณน้อง CP41 หลายคน เช่นน้องอ๋องเป็นต้น ที่ก็ยังแครี่จนออกมาจนได้

ในค่ายผมเองก็ไม่ได้ไปสอนสอนคอมจริงจังครับ ไปพูดแนะนำภาคแทน ซึ่งความยากคือคนฟังมีตั้งกะม.1 ยันม.6 แฟนซีไปอี๊ก แต่ละรอบก็ต้องพูดคนละสไตล์ แบบม.1 กะต้องยกตัวอย่างใกล้ๆ หรือเอาเรื่องเกม เอาเรื่อง Pokemon Go มา tie-in/ม.ปลายก็จะมาโหมดจริงจังหน่อยๆ

แต่ไปพูดหนักๆ วันแรกครับ วันแรกจำได้พูดกันแบบติดต่อกันมากๆ พูด 30 นาทีพักชม. นึงละไปพูดต่ออีก 30 นาที จำได้ว่าหมดแรงโคตรๆ

และก็ตามธรรมเนียมปฏิบัติ ก็ไปกินหมูกระทะกัน และก็ไปเที่ยว 55555

อ๋อ และงานนี้น้องก็ทักมาว่าหน้าเหมือน Youtuber คนนึง น้องก็เปิดให้ดู อห. เหมือนสัสๆ กูอึ้ง 55555555555555 (คนนั้นคือคิวแทอปป้า ไปเซิชกูเกิ้ลเอาเนอะ…)

First Job at TakeMeTour

หลังจากจบค่ายบิทไบท์ปุ๊ป วันต่อมาก็เข้างานวันแรกเลย 55555555 ก็ได้งานที่ TakeMeTour ครับ เป็น startup ที่เป็น marketplace ขาย One-day trip ที่คนไทยเป็นคนสร้าง มาให้ฝรั่งที่สนใจมาซื้อทริปไปเที่ยวกัน ซึ่งเราก็จะชูโรงว่าเราขาย “Local Experience” ที่จะพาไปดูว่าเราคนไทยนั้นเป็นอยู่ยังไง มีวิถีชีวิตแบบไหน และ story ต่างๆ ที่ฝรั่งหาไม่ได้จากการไปเที่ยวทัวร์ปกติแน่นอน ผ่านคนพาเที่ยวของเราที่เรียกว่า “Local Expert” โดยใช้คอนเซปง่ายๆ คือ “เหมือนมีเพื่อนพาไปเที่ยว”

ดังนั้นเราจึงไม่เหมือนที่ไปหาไกด์มานำเที่ยวทีละเยอะๆ จำนวนมากๆ แต่เราเน้นให้นักท่องเที่ยวได้ experience ดีๆ รวมถึงได้แลกเปลี่ยนความเห็นกันก็ยังมีด้วย

ซึ่งทริปในเว็บเราก็มีตั้งแต่ทริปที่ mass หน่อยๆ ไปเที่ยววัดพระแก้ว เที่ยวรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ไปจนถึงทริปที่มีความ unique เช่น

  • ทริปเที่ยวโรงเรียนเตรียมทหาร
  • ทริปเที่ยวจุฬาฯ ไปดูพิพิธภัณฑ์ศิลปะ และพาไปกินก๋วยเตี๋ยวอดทน
  • ทริปเที่ยวตลาดคลองลัดมะยม ที่ดูจะแมสบ้างเพราะไปเที่ยวตลาดน้ำ แต่ก็มีให้นักท่องเที่ยวได้ลองทำผัดไทยด้วย!
  • หรือถ้าชอบกินกาแฟเป็นชีวิตจิตใจ ก็มีทริปที่พาไปชิมกาแฟที่ร้านเด็ดๆ แถมพูดคุยเรื่องกาแฟกันได้อย่างสนุกสนานอีกด้วย

ซึ่งเป็นคอนเซปที่ผมฟังแล้วก็ เออแฮะ จริงๆ ไทยเราก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลยนะ ตลาดใหญ่มาก และจริงๆ เรามีกิมมิค และ culture หลายๆ อย่างที่ unique และน่าสนใจจริงๆ (เช่น เรามีขนมโตเกียว ข้าวผัดอเมริกัน ขนมจีน ที่ในเมืองตามชื่อขนมแม่งไม่มีขนมที่ว่านั่นให้กินจ้า เป็นสตอรี่ที่เล่าให้ฝรั่งฟัง ฝรั่งคง WTF ไปพักนึง)

จริงๆ แล้วผมไปทำเป็น Part-time ก่อนในช่วงเรียนเทอมสุดท้าย แต่พอทุกอย่างในมหาลัยเคลียร์หมดแล้วก็เลยต่อเป็น Full-time ทันทีเลย ไม่มีช่วงพักใดๆ ทั้งสิ้น 555555 ตำแหน่งที่ทำก็เป็น Full-Stack JavaScript Developer ครับ

สั้นๆ คือ “ทำทุกอย่าง”

ถ้าถามผมว่า ทำไมถึงเลือกงานนี้ เพราะผมเองก็มักตกไปอยู่กลางวงสนทนาของเพื่อนๆ ว่า ทำงานที่ไหนดี และทำไมถึงเลือกที่นี่ละ ผมเลือกที่นี่ด้วยเหตุผลสั้นๆ คือ “ดูจะได้ทำอะไรเยอะดี” เพราะที่นี่ตำแหน่งงานก็ Full-Stack ครับ คือทำทั้ง Front กับ Back และที่สำคัญ​ ก็คือเป็น startup ครับ ซึ่งคนก็ไม่เยอะมาก แต่งานก็จะเยอะหน่อยๆ

และมันตอบโจทย์ผมจริงๆ ได้ทำทุกอย่างจริงๆ รวมไปถึงการเก็บ requirement ไปนั่งคุยกับทีมฝั่ง non-dev ซึ่งอะไรพวกนี้ก็เสริม non-technical skill ได้มากเลยนะ ได้เรียนรู้หลายๆ อย่าง เช่นจะคุยให้เข้าใจตรงกันได้ยังไง อะไรทำนองนี้ รวมไปถึงการ manage งานตัวเองบ้าง บางทีมีเคสประหลาดๆ เข้ามาเราก็ต้องมีวิธีจัดการ หรือตอนมี major bug หรือ web down ก็ต้องตอบโต้ให้ทันสถานการณ์

ซึ่งก็พอเข้าใจมากขึ้นนะว่าบางทีตอนเราอาจจะเห็นๆ ว่าเขาก็กำลังกินข้าวอยู่แต่จู่ๆ ก็ต้องหยิบคอมขึ้นมาเพื่อเคลียร์งานมันมีจริงๆ โดยเฉพาะเหตุที่เว็บล่มเนี่ยเป็นเรื่องที่ severe มากๆ เพราะนั่นหมายถึงเม็ดเงินที่หายไปเยอะเลยจริงๆ โดยเฉพาะ startup ที่ต้องตื่นตัวตลอดเวลา

และด้วยความที่เป็นบริษัท startup เราจึงได้ culture อะไรๆ มาเยอะเหมือนกัน (เช่นเรื่องการต้องตื่นตัวตลอดเวลา / พัฒนาตัวเอง)

แต่ที่นี่ก็ทำงานสนุกดีครับ ไม่ใช่แค่ทำงานอย่างหนักอย่างเดียว แต่เราก็มีไป outing ต่างจังหวัดบ้าง จัดปาร์ตี้ภายในกันบ้าง เล่นเกมกันบ้าง ประปรายกันไป

และในเรื่อง technical ถือว่าเป็นอีกที่หนึ่งที่เลือกใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา หากเห็นว่ามัน benefit ดี และทำให้ทำงานได้เร็วขึ้น อย่างใหม่สุดที่เคยจับมาก็คือ Expo กับ GraphQL นี่แหละ หรือก็จะมีความท้าทายเชิง technical เยอะมากๆ เหมือนกัน และก็ไปมีส่วนร่วมในช่วง rewrite อะไรหลายๆ อย่าง ก็เลยมันส์ๆ มือหน่อยๆ

และทุกอย่างก็เกิดขึ้นไวมากจริงๆ แปปๆ มาดูอีกทีอ่าวทำงานมาจะครึ่งปีละจ้า

เว็บค่าย YWC#15

เป็นงานที่ภูมิใจสุดในปีนี้เหมือนกันชิ้นนึง เป็นงานที่ท้าทายมากๆ เพราะเรามี dev กันอยู่สองคน 55555555

ตอนแรกว่าจะยกเครื่องเขียนใหม่ทั้งหมด แต่ไหนๆ แล้วพี่ๆ ก็อยากสนับสนุนให้เราทำระบบแบบเอาของเก่ามาปัดฝุ่นดีกว่า ก็เลยไปเอาระบบ API หลังบ้านมาทำต่อ แต่ทำ Front-end ใหม่ ด้วยเหตุที่ว่า Design มันก็คงเปลี่ยนชัวร์ๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องดีมากๆ เพราะมันลด development time ไปได้มหาศาลมากๆ แต่ก็แลกไปกับการต้องอ่านโค้ดเก่าให้เข้าใจ และต้อง refactor หรือเพิ่ม feature จุดที่ควรจะต้องทำด้วย

แน่นอนด้วยความเป็นสายเลือด React เต็มขั้น ก็จัดเลยครับ เว็บค่ายใช้ React แน่นอน และต้องทำ SEO ด้วย ซึ่งก็โดน lesson learned กันมาตอนเว็บค่าย J ที่ไม่ได้ทำ SEO เลย เพราะเป็น Vue.js Client-Side เพียวๆ ก็เลยมาเลือกใช้ Next.js เพราะมันทำ Server-side Rendering ได้

ซึ่งคิดไม่ผิดที่เลือก เว็บเร็วโคตรๆ ทำ caching ไว้ด้วย สบายแฮร์ เว็บเข้าหน้าแรกเร็วมากๆ และหลังจากนั้นด้วยความที่เป็น Single Page Apps จึงสบายพลังเซิฟเวอร์ไปเยอะ

และผลก็คือ ที่เขาชอบว่ากันว่าวันสุดท้ายของการเปิดรับสมัครเว็บจะล่ม ปีนี้ไม่ล่มจ้า (จุดพลุ)

ต้องขอบคุณน้องเฟิสด้วย ที่มาช่วยกันลุยเว็บค่าย ไม่มีน้องทีพี่นี่ตายห่าไปก่อนแน่นอน

และก็มีเขียนบล็อกไปแล้วเรียบร้อย

รับปริญญา

เป็นวันที่รู้สึกปลื้มปริ่มมากๆ ทั้งวันซ้อมและวันรับจริง เป็นวันที่ได้สัมผัสกับคำกล่าวที่เขาว่ากันไว้ว่า

“เป็นวันที่ได้เจอทุกคนที่ผ่านมาในช่วงชีวิตเราภายในวันเดียว”

มันเป็นยังงั้นจริงๆ และนี่ตอนกลับมาดูรูปที่ถ่ายกันวันนั้นก็มีความสุขอะ แฮปปี้อย่างบอกไม่ถูกจริงๆ (รูปก็โคตรเยอะ 5555)

ก็ต้องขอบคุณทุกคนที่ร่วมกันสร้างความทรงจำดีๆ ด้วยกันอีกครั้งนะครับ :)


ปีนี้ดูหนังในโรงหนังไปทั้งหมด 25 เรื่อง

ด้วยผลจากการติด hashtag #เบนซ์ดูหนังนะจ๊ะ ทำให้ track ได้ว่าปีนี้ได้ดูหนังในโรงหนังไปแล้ว 25 เรื่อง (ทั้งหมดคือหนังในโรงหนังนะ ไม่นับจากแหล่งอื่น)

ทั้งหมด 25 เรื่องจะขอแบ่งตามระดับความชอบละกัน เผื่อใครอยากหาหนังปีนี้ดู รวมๆ แล้วปีนี้ยังไม่เจอหนังเกลียดเข้าไส้จนดูไม่ได้ (จริงๆเพราะกรองพวกนั้นทิ้งออกก่อนดูละ 555555)

เฉยๆ ไม่หวือหวา: พลาดได้ก็ไม่เป็นไรมั้ง

  • xXx: Return of Xander Cage — คือเงิบจริง…คือคิดว่าดูเอาสนุกยังยาก…
  • Ghost in the Shell — เฉยๆ มาก เหมือนอยากทำให้หนังดูลึก แต่ก็ดันไปไม่ถึง
  • Alien Covenant — คือตัวละครมึงโง่อะ ไม่สมควรเป็นนักบินอวกาศ -_-
  • Transformers: The Last Knight — เกือบแตะระดับดูเพลินได้จริงๆ นะ เพราะตอนแรกคิดว่าเข้าไปดูกะเอามันส์เลย เฮียเบย์ก็ดันพยายามอยากยัดเนื้อเรื่องที่ไม่ค่อยมีอะไรเลยอยู่นั่นแหละ โถ่เฮีย ถ้าเฮียใส่ฉากบู๊สนั่นทั้งเรื่องนี่จะกราบเฮียมาก
  • Murder on the Orient Express: เนื้อเรื่องเฉยๆ มาก ราบเรียบ ดีสุดที่ว่าตอนจบก็จะ OMG พอสมควร

ดูเพลินดี สนุก: ดูเพลินๆ จนจบได้เลยโดยไม่ตายกลางทาง แต่พอมาคิดอีกทีก็จะพบว่าไม่ค่อยมีอะไรมาก

  • Patriot’s Day — สมจริงเอาเรื่อง ฉากยิงกันนี่ระทึกมาก เหมือนอยู่เหตุการณ์จริง
  • Fast & Furious 8 — คือเกือบจะให้ไปโซนโคตรดีละ เรื่องนี้มี surprise อยู่เหมือนกัน แบบไม่คาดคิดว่าจะมาประเด็นนี้จริงๆ แต่มันก็ทรงๆ เดิมคือเน้นบู๊ๆ ล้างผลาญ แต่ชอบสุดก็คือซีนแข่งรถตอนแรก มึงแม่งบ้าได้ใจจริงๆ
  • Kingsman: The Golden Circle — จริงๆ อยากให้ไปอยู่โซนดีกว่านี้ แต่…ทำไม่ได้จริงๆ มันดีทิ้งห่างจากภาคแรกไปพอตัวจริงๆ จากหนังสายลับมีคลาส ดันเหมือนหนังภาคต่อกะหาตังเฉยเลยอะ
  • The Foreigner — เฉินหลงไม่บู๊ ตึงมาก เนื้อเรื่องแอบไม่อิน เพราะเล่นประเด็นความขัดแย้งของไอร์แลนด์กับอังกฤษ ซึ่งไม่ได้ศึกษามา และ logic บางอันก็งงๆ
  • Justice League — คิดว่า DC น่าจะมาถูกทางบ้างละมั้ง แต่ว่าเนื้อเรื่องก็ราบเรียบ และตัวละครบางคน OP เกินไป OP ระดับที่ว่า เอ็งคนเดียวก็คือพลังระดับ 99% ของทีมอะจ๊ะ มันเลยดูทำให้ตัวละครมันควรจะเก่งโหดพอๆ กันหน่อยนะ

โคตรดี: ส่วนมากหลายเรื่องก็เป็นหนัง mass เลยอะ ชอบในหลายองค์ประกอบของหนัง มีอะไรให้น่าจดจำ

Dunkirk ใน IMAX = เทพ

  • Guardians of the Galaxy Vol.2 — มางวดนี้คือแก๊งเกรียนแม่งเกรียนแตกทุกคน ยิงมุกอย่างฮาชิบหายยังกะหนังตลก แต่ตอนจบนี่น้ำตาก็มาเลยค่า
  • Wonder Woman — Gal Gadot ดีงามมากค่าาาาาาาาา ชอบสุดในหนัง DC Extended Universe เลย
  • Spider-Man Homecoming — ชอบสไปดี้เวอร์นี้ เวอร์ชั่นเด็กมัธยมเห่อ…ของแท้ มันต้องแบบนี้
  • Dunkirk — ดู IMAX มา ครั้งแรกในชีวิตที่ได้ดู ฟินโคตร งานภาพโหดมาก ความเต็มจอจริงๆ ของ IMAX แบบเข้าโรงก็สังเกตดูนะ โหจอแม่งสูงสัส แล้วพอฉายปุ๊ป เชี่ยแม่งเต็มจอจริงๆ ฉากเปิดเรื่องมานี่ก็อ้าปากค้างไปกับงานภาพ แล้วสักพักก็มีเสียงปืนดังลั่น สะดุ้งเลย คือยังกะอยู่ในสนามรบจริงๆ เป็นประสบการณ์ดูหนังโรงที่ดีสุดเท่าที่เคยดูมาเลยแหละ
  • Baby Driver — เพลงเป๊ะมาก เป๊ะในระดับที่เสียงกลองก็ตรงกับเสียงกระสุนปืนอะจ๊ะ
  • Thor Ragnarok — ฟีลลิ่งมึงคือหนังตลกมากๆ แม่งโคตรฮา ยิงมุกทั้งเรื่อง ฮาหนักกว่า Guardians of the Galaxy Vol.2 อีก 5555 ถ้าทำงี้ตั้งกะสองภาคแรกคงดีไปนานละ
  • Die Tomorrow — เป็นหนังไทยเรื่องที่สองของปีที่ได้ดู​ เหตุที่ไปดูเพราะว่ากระแสในทวิตถือว่าดีเลย เลยไปลองดู เป็นหนังที่ดีมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ หนังราบเรียบก็จริง แต่มันดูเรียลมากๆ ดูจบละก็อึนทำอะไรไม่ค่อยได้เลยไปสักพักนึงเลยแหละ มันมีอะไรให้คิดได้เยอะจริงๆ

ขึ้นหิ้ง พร้อมกราบงามๆ ให้เลยสามที — เป็นไปได้ ห้ามพลาดเลย แต่บางเรื่องก็จะดูยากหน่อยนะ

The Last Jedi น่าจะเป็นหนังที่ชอบสุดในปีนี้ละ (รองลงมาคือ Blade Runner 2049 กับฉลาดเกมส์โกง)

  • La La Land — ปกติไม่ชอบหนังเพลง แต่เรื่องนี้ยกให้เลย กลับมาดูอีกทีรู้สึกประเด็นในหนังขยี้ใจมากๆ
  • Arrival — โคตรชอบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ ตอนท้าย และตอนเฉลยปมนี่อึ้งไปเลยจ้า
  • John Wick Chapter Two — หนังภาคต่อที่ดีกว่าภาคแรกมักจะหาได้ยากมากๆ แต่เรื่องนี้เป็นแบบนั้น มันส์โคตรๆ เนื้อเรื่องดี และหลายไอเดียแม่งแบบ โอ้โหคิดได้ไงวะเนี่ย
  • Logan — ชอบในความดิบสุด ปิดตำนานได้สมศักดิ์ศรี Hugh Jackman ที่เล่นบทนี้มาเป็นสิบปีแล้วจริงๆ และบอกตรงๆ คือน้ำตาไหลจริงตอนหนังจบ ก็รู้สึกผูกพันธ์กับตัวละครจริงๆ เผลอๆ แปปๆ ก็เป็นสิบปีแล้วอะ
  • ฉลาดเกมส์โกง — ถ้าบอกว่า ปกติไม่ดูหนังไทย และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตัดสินใจไปดูตั้งแต่เห็นตัวอย่างแรก และจัดให้มาอยู่โซนนี้ยังจะต้องถามถึงความดีงามอีกเหรอ แม่งโคตรตึง โคตรลุ้น และพาไปสุดฝั่งจริงๆ เนื้อเรื่องดีมากๆ เอาเรื่องจริงในสังคมไทยมาตีแผ่กันตรงๆ แบบไม่อ้อมค้อมด้วย (มาดูอีกรอบจะพบว่าหนังเรื่องนี้แม่งดาร์กมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ)
  • Blade Runner 2049 — อาจไม่เหมาะกับทุกคนจริงๆ แต่เราชอบมาก งานภาพ เสียงดีจริง เนื้อเรื่องมาเต็ม เอาไปตีความไปเถียงได้อีกนาน และพอได้อ่านบทวิเคราะห์กันแล้ว พบว่าแม่งทุกซีนมีนัยยะจริงๆ มีอะไรให้ถกได้จริงๆ
  • Wonder — หนังฟีลกู้ดมากๆ เติมไฟให้ชีวิตดีมากๆ แนะนำให้ทุกคนลองไปดูจริงๆ ดูแล้วอิ่มเอมมาก (น้ำตาผมนี่ซึมๆ หน่อยๆ ด้วยนะจริงๆ แต่เป็นน้ำตาแห่งความปริ่มเปรม)
  • Star Wars The Last Jedi — กราบงามๆ สามทีจริงๆ แม่งพีคของพีคของพีค เซอร์ไพรส์ของเซอร์ไพรส์สุดๆ ให้เป็น Star Wars ภาคที่ดีที่สุดจริงๆ ชอบความโดนหักที่เดาไปผิดหมดชิบหายวายวอด และทำให้รู้สึกภาค 9 น่าจะมี direction ใหม่ๆ ให้กับหนังชุดนี้ละ

เรื่องอื่นๆ ล่ะ

จริงๆ เหตุผลที่ปีนี้ยกให้เป็นปีที่โรลเลอร์โคสเตอร์ ก็เพราะมีหลายๆ อย่างพวกนี้ประกอบด้วยนี่แหละ ไม่ว่าจะเป็น…

  • ปีนี้ก็กลับมามีโมเม้นในเรื่องความรักอีกครั้ง หลังจากหายไปสองสามปีได้ และผลก็คือ…นกไปละจ้า 5555 แต่ก็เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับความรักมากขึ้น และมีสติมากขึ้นละ ซึ่งต้องขอบคุณคนที่เตือนสติเรา ซึ่งก็เป็นคนๆ เดียวกันกับที่เราชอบนั่นแหละ ที่พาเรากลับมาหลังจากหลงทางไปอยู่ไหนก็ไม่รู้ประมาณเดือนนึง ตอนนั้นแย่เอามากๆ พอตัว ถ้าอ่านอยู่จนถึงตรงนี้ ก็ขอบคุณอีกรอบนะ :D

  • และผลพวงจากเรื่องความรักช่วงนึงคือ กลับไปเล่น Twitter 55555555 มี social ให้ติดอีกเจ้า และรู้สึกว่าในนั้นโลกก็จะเรียลๆ ก็จะดาร์กสุดโต่ง และพอฮาแม่งก็ฮาสุดโต่งจริงๆ
  • เริ่มซึมซับความไปเที่ยวเพื่อชาร์จแบตชีวิตจริงๆ พร้อมกับเปิดโลกทัศน์ผ่านการเที่ยวจริงๆ (อยากไปอีก 555) (ปีนี้ไปเที่ยวจริงๆ จังๆ ครั้งสองครั้งเองมั้ง…ปีหน้าอยากหาโอกาสให้ตัวเองไปเที่ยวบ่อยๆ หน่อยถ้ามีตัง)
  • ปีนี้เริ่มไป event ของสาย dev หลายๆ งาน พบปะคนนู้นคนนี้บ้าง (ส่วนมากที่พบปะก็ยังเป็นคนหน้าตาคุ้นๆ กันเองอยู่ แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี)

  • เริ่มกลับมาอ่านหนังสือที่ไม่ใช่หนังสือวิชาการและการ์ตูนแล้ว เหตุเพราะมีคนให้มาเป็นของขวัญวันรับปริญญา 55555 และแถมคำ motivate มาว่า “ไม่ได้ให้หนังสือเพราะเนื้อหาข้างใน แต่ให้เพราะอยากให้โอกาสที่จะได้รักการอ่าน” ปีหน้าอาจจะมีบล็อกแชร์เรื่องหนังสือที่อ่านบ้างแน่นอน
  • เลยได้ไปช็อปหนังสือที่งานหนังสือ และเดี๋ยวนี้พอยืนๆ ไปร้านหนังสือละจู่ๆ ตังก็อาจจะบินโดยไม่รู้ตัว 555555
  • และรู้สึกว่าการอ่านหนังสือมันก็ดีจริงๆ หลายเล่มที่อ่านมีประโยชน์มาก
  • มาค้นพบว่ากล้าเริ่มดูหนังที่ไม่ใช่หนัง mass มากขึ้น (สังเกตได้ว่าปีนี้กล้าไปดูหนังอย่าง Die Tomorrow ที่เป็นหนังอินดี้) และกลายเป็นว่าอินกับหนังหลายเรื่องมากขึ้น หลากแนวหลากอารมณ์มากขึ้นจริงๆ ทำให้รู้สึกว่าความบันเทิงบนแผ่นฟิล์มไม่จำเป็นต้องเป็นหนังแอ็คชั่นล้างผลาญไม่ต้องใช้สมองคิดตามก็สนุกได้
  • ซี่รี่ย์ก็มีดูบ้าง แต่ส่วนมากก็ดอง ไม่รู้สิคือเริ่มรู้สึกดูติดต่อกันนานๆ ไม่ค่อยได้

  • บล็อกบางเรื่องที่เขียนไปท็อปฟอร์มมาก ยอดวิวยอดแชร์เยอะมาก เยอะจนคาดไม่ถึง 555 (เยอะสุดตอนนี้ที่ 6k แล้ว โอ้โห และบางอันเริ่มจากไปแชร์ในกรุ๊ปสองกรุ๊ป + timeline ตัวเองด้วยนะ)
  • เริ่มรู้สึกว่าการเขียนบล็อกเป็นการพัฒนาวิธีการสื่อสารของตัวเองทางนึง และเป็นการแบ่งปันเรื่องราวให้คนอื่นได้อ่านด้วย จริงๆ ก็เขียนเพราะอยากเขียนเลย ไม่ค่อยมีเรื่องไหนที่คน request มาละถึงเขียน (จริงๆ ไม่มีด้วยซ้ำ 55)
  • แต่โทนของบล็อกก็ยังเป็น technical จ๋าๆ น้อยครั้งที่จะเข็นเรื่องอื่นมาได้ (มีเรื่องชีวิตใน ฬ 4 ปีนี่แหละที่เข็นออกมาได้ เพราะมันคล้องกับธีมเรียนจบแล้ว)
  • ได้มือถือมาใหม่ (Huawei P10) และไอ้เจ้ามือถือใหม่นี่แหละทำให้ชีวิตติดความถ่ายรูปเยอะขึ้นมาก 5555
  • มีท็อปฟอร์มสุดคือไปค่ายบิทไบท์ เอา P10 ถ่ายรูปรัวๆ 5555
  • และทำให้ก็ลง ig story อย่างบ่อย (เอ่อะ…)
  • เริ่มพาที่บ้านไปเลี้ยงข้าวบ้างละ (เป็นลูกที่ดี อิอิ)
  • กินสตาบัคไปก็หลายแก้วอยู่ ดูจากดาวที่สะสมมาก็ได้(แต่ 90% มาจาก 1 แถม 1 5555555555555) ปีหน้าต้องลด
  • ได้ลองกินอะไรใหม่ๆ หลายร้านอยู่ (สายแดกอีกละจ้า)
  • เรื่องแย่คือปีนี้ออกกำลังกายน้อยลง คือก็อยากจะออกนะ แต่ก็ดั้นขี้เกียจ ปีหน้าตูต้องชนะตัวเองให้ได้ละ
  • อีกเรื่องคือเรื่องเงิน ชอบกระเป๋ารั่วบ่อยมาก ปีหน้าคงต้องบริหารเงินให้ดีกว่านี้

เอา goal ปีก่อนมาดูดีกว่า

ปีก่อนสัญญาอะไรไว้น้าาาา

  • พัฒนาตัวเองเรื่องภาษาอังกฤษมากขึ้น (อังกฤษอ่อนแอเหลือเกิน): ปีนี้พัฒนาขึ้นมาหน่อย เพราะช่วงเดือนสิงหา-ตุลา ที่ออฟฟิศมีคนอังกฤษมาทำงานด้วย ก็มีสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษบ้าง แต่ก็ยังไม่ได้พัฒนาขึ้นมาก ซึ่งจริงๆ เรื่องดีของการมีชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในบริษัทเกี่ยวกับการเที่ยวไม่ใช่แค่เราจะได้ภาษา แต่เราจะยังได้ซึมซับความเป็นอยู่ วิถีชีวิตของเขาผ่านคำบอกเล่าของเขาด้วย ซึ่งก็ดีมากๆ เลยแหละ
  • พัฒนา Soft skill ให้มากขึ้น (ทั้งการพูด การพรีเซนต์ และอื่นๆ): ได้พรีเซนต์และพูดอยู่ในหลายๆ งาน ทั้ง YWC Programmer Meetup (พูดเรื่อง RxJS) / แนะนำภาคในค่ายบิทไบท์ และงาน Nitad 17 / ออกบูท NSC และ Nitad 17 / พรีเซนต์โปรเจคจบ (ก็ยังเป็นคนที่ชอบพรีเซนต์ ชอบพูดอยู่ดี)
  • งาน Senior Project ที่เอาไปส่ง NSC อยากให้ติดเข้ารอบถัดไป (จะรอดไหมวะเนี่ย ถถถถ): ติดรอบกรุงเทพฯ
  • contribute ใน Open Source ให้มากขึ้น: จริงๆ อยากทำนะ แต่กลายเป็นไม่ได้ทำเลย เศร้า แต่ก็เริ่มเอา repo ตัวเองมาเปิด public หลายอันละ
  • ขยันเขียนบล็อกมากขึ้น (ขอที่เดือนละตอนละกันนะ): เป็นปีที่เริ่มเขียนบล็อกจริงๆ จังๆ หลังจากไฟมาตอนจบค่าย YWC#14 และมาเขียนบล็อกแชร์เรื่องค่าย ตอนแรกพยายามจะเดือนละตอนจริงๆ แต่สุดท้ายกลายเป็น draft คาไว้เยอะ และไม่ได้ปั่นต่อให้จบ จนไม่ได้เดือนละตอน แต่ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดี
  • อยากเอา “เรียนไรดอทคอม” ที่ทำในค่ายมาทำต่อจริงๆ: ไม่มีใครอยากทำต่อฮะ บาย 555
  • มีงานดีๆ ทำ (ตัดสินใจทำงานหลังเรียนจบแน่ๆ): TakeMeTour และเราก็กำลัง Hiring อยู่นะจ๊ะ สนใจส่ง resume มาได้เลย 55555555

หลายอันถือว่าทำได้ดีครับ และรู้สึกว่าชีวิตก็เติบโตขึ้นจริงๆ

ส่วนปีหน้าเล็งอยากทำอะไรนะเหรอ

  • ออกกำลังกายบ้าง รู้สึกว่าชีวิตต้องคิดถึงเรื่องสุขภาพมากขึ้น
  • อ่านหนังสืออย่างน้อยเดือนละเล่ม (ไม่นับการ์ตูนนะ)
  • มา contribute open source ได้แล้วนะเบนซ์
  • อยากเป็นส่วนนึงของ dev community สักอันนึงจริงๆ จังๆ ไม่ใช่เป็นแค่ผู้เข้าร่วม (อาจจะยากหน่อย แต่ต้องลองนะเจ้าเบนซ์)
  • เป็นไปได้ก็อยากเป็น speaker (แต่ต้องลับคมดาบหน่อยนะก่อน)
  • YWC#15 ต้องออกมาปัง!!!!!!!!! (เจอกัน 4–7 มกราฯ 5555)
  • เลิกนิสัยสิ้นเดือนเหมือนสิ้นใจ หาเงินเก็บบ้าง
  • เรื่องความรักก็ขอให้เป็นไปตามโชคชะตาละกันนะ

ขอบคุณปี 2017 ที่ทำให้เราโตขึ้น

เรื่องๆ แย่ๆ ก็มองบนใส่มันและทิ้งไปในปี 2017 ที่จะผ่านพ้นไปเนอะ สุดท้ายก็ต้องขอบคุณทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเราปีนี้ ทุกคนที่ผ่านเข้ามาในปีนี้มีผลต่อชีวิตผมจริงๆ ไม่มากก็น้อยล่ะจะบอกให้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมากๆ มันทำให้ผมเรียนรู้ขึ้น เติบโตมากขึ้น และก็ทำให้รู้ว่าเรายังมีคนที่คอยรับฟังคำบ่น คอยให้คำแนะนำอยู่เสมอ แม้บางทีผมคิดว่าจะไม่เหลือใครก็ตาม และคิดไปเอาเองว่าเขาคงจำเราไม่ได้แล้วก็ตาม

อะไรที่แย่ๆ ก็ปล่อยให้มันจมผ่านไปกับปี 2017 ที่จะเป็นอดีตไปครับ

ขอให้ปีหน้าปี 2018 เป็นปีที่ดีสำหรับทุกคน และหากใครคิดว่าจะหาจุดเริ่มต้นที่จะทำอะไรใหม่ๆ ในชีวิตนี้ ผมว่ามันก็เป็นฤกษ์ดีที่จะได้เริ่มทำแล้วละครับ (แม้ผมบอกว่าไม่ต้องรอปีใหม่ถึงเริ่มทำก็ได้อะนะ)

สวัสดีปีใหม่ทุกคนนะครับ

แล้วเจอกันครับ ถ้ามีโอกาสได้พบปะกัน ก็ทักทายกันได้นะครับ :)