ได้อะไรมาบ้าง หลังจากกลับมาอ่านหนังสือ

นับตั้งแต่วันที่พี่นพ (Co-Founder TakeMeTour) ได้ให้หนังสือมาเป็นของขวัญวันรับปริญญา จนได้ฤกษ์กลับมาอ่านหนังสืออีกครั้งในรอบหลายปีเมื่อปีก่อน จนถึงตอนนี้ก็อ่านไปได้หลายเล่มมากๆ (เยอะจนยังตกใจตัวเอง) เลยมาเล่าให้ฟังกันว่าได้อะไรกลับมาจากการอ่านหนังสือบ้าง

ได้ทำอะไรที่ต้องโฟกัสมากขึ้น

จริงๆ การอ่านหนังสือถือว่าเป็นอะไรที่ต้องโฟกัสและเพ่งสมาธิพอสมควร ไม่ว่าหนังสือจะเป็น type ไหนก็ตามเหอะ ตอนอ่านหนังสือเหมือนใจจะจดจ่อและโฟกัสไปที่ตัวหนังสือทีละบรรทัดจริงๆ

เป็นการอยู่กับปัจจุบันที่แท้ทรู

ในตอนแรกๆ ผมเองก็อ่านหนังสือพร้อมฟังเพลงไปบ้าง จนระยะหลังๆ เริ่มรู้สึกว่าการอ่านหนังสือไปฟังเพลงไปอาจจะไม่เวิร์กอย่างที่คิด คือบางทีใจไปจดจ่อกับเนื้อเพลงแทน เลยลองมาเป็นฟังเพลงแนวบรรเลง หรือ ambient แทน แต่ก็รู้สึกใจว่อกแว่กอยู่ดี สุดท้ายก็เลยจบลงที่ไม่เปิดเพลง หรือเปิดเบามากๆ ให้มันคลอไป

ได้มีโหมดชีวิตแบบช้าลงบ้าง

ปกติรู้สึกว่าเป็นคนที่ทำอะไรค่อนข้างเร็ว รีบทำ หลายอย่างถ้าทำแต่เนิ่นๆ ได้ก็จะทำ ทำให้รู้สึกว่าใช้ชีวิตด้วยสปีดที่เร็วพอตัว

แต่การอ่านหนังสือมันเหมือนได้ปรับไปสู่ slow life โหมดอีกครั้ง เพราะหนังสือเองก็เป็นอะไรที่มันจะกรอ x2 ไม่ได้อะ คือเราต้องไปอย่างช้าๆ เท่าที่เราไปไหว เร่งได้บ้าง ขึ้นอยู่กับความหนักของหนังสือ

ได้คิด

หนังสือที่ได้อ่านส่วนมากจะเป็นแนวจิตวิทยา หรือ self-improvement ซึ่งส่วนมากหนังสือเหล่านี้เวลาอ่านแล้วมันก็ช่วยเราได้บ้างแหละ และหลายๆ ทีครั้งพอเราอ่านไปก็รู้สึกกับมาย้อนคิดอะไรบางอย่างมากขึ้น รวมถึงบางอันบางประเด็นก็รู้สึกอินมากๆ เพราะมันคือประสบการณ์ที่เราเคยเจอ แต่ไม่เคยเอามันมาคิดในแง่มุมอื่นๆ ให้มากขึ้น หรือมองมันให้ลึกขึ้น

หรือบางเล่มมันไม่ใช่แนวจิตวิทยาเลย เช่นหนังสือรวมตอบจดหมายของคุณประภาส ชลศรานนท์ (ยอดมนุษย์ลำลอง) แต่อ่านไปแล้วรู้สึกว่า เออมันได้คิดตามดีแฮะ มันได้เปิดมุมมองอะไรใหม่ๆ หลายอย่างได้มากขึ้นเลย

เล่มที่ได้กลับมาถามตัวเองมากสุดในปีก่อนคือ Managing Oneself ครับ และบอกเลยว่าเป็นหนังสือที่อยากให้ทุกคนได้ลองอ่านจริงๆ มันทำให้ได้คิดอะไรเยอะดี ทำให้เราพัฒนาตัวเองขึ้นไปได้อีกขั้น

จึงเริ่มเชื่อละว่าบางทีการอ่านคือการลับสมองให้คมขึ้นจริงๆ

ได้มุมมองแนวคิดใหม่ๆ

หลายเล่มที่อ่านมานั้นมักจะชอบนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ เช่นเล่มแรกที่อ่านจบเมื่อปีที่แล้วอย่างหนังสือเทพช้าง เป็นหนังสือที่นำเสนอไอเดียการอยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง ด้วยการเปลี่ยนแปลงทีละนิด ค่อยๆ ทำไปทีละนิดทีละหน่อย จนรู้สึกว่ากลายเป็นส่วนนึงของชีวิตไปโดยปริยาย ซึ่งเป็นแก่นของหนังสือเล่มนั้นที่สอน แต่ก็ยังได้แนวคิดอื่นๆ แถมอีกมากมาย (เช่น การให้เราลองสังเกตและคิดดูว่า ว่าทำไมร้านอาหารดังๆ มันถึงดังได้)

หรือแม้แต่หนังสือ “ทำไมคุยกับคนนี้แล้วรู้สึกดีจัง” ที่เป็นหนังสือช่วยให้เราคุยกับสัพเพเหระกับคนอื่นได้ดีขึ้น นำเสนอแนวคิดนึงที่ช่วยให้เราหายเกร็งในการพูดคุยสั้นๆ กับคนอื่นว่า ให้คิดซะว่าการพูดคุยกับคนอื่นคือการเล่นเกมๆ นึงที่ทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อชนะเกมนี้ เราก็จะรู้สึกเกร็งน้อยลง เราจะไม่รู้สึกว่าการพูดคุยสนทนาคือการที่เราต้องเอาชนะเขา หรือเราต้องแพ้เขา แต่คือเป็นการที่วิน-วินกันทุกฝ่าย (แถมยังนำเสนอว่า ไม่ว่าจะพูดคุยเล่นๆ หรือคุยจริงจังก็ตามสุดท้ายมนุษย์เราอยากได้ความสัมพันธ์ที่ดีเป็นเป้าหมายสูงสุด)

ได้รู้ว่าอย่าวัดความคุ้มค่าด้วยราคาหารจำนวนหน้า

ตอนแรกซื้อหนังสือมาจะดูด้วยเกณฑ์ที่ว่า น่าสนใจ + ดูมีประโยชน์ เป็นหลัก แต่ก็มีแอบแกมคิดว่า เอาราคามาหารจำนวนหน้า ถ้าหนังสือยิ่งหนาแต่ถูก ยิ่งถูกพิจารณามาเป็นอันดับต้นๆ ถ้าเกณฑ์ความน่าสนใจมีค่าเท่าๆ กัน เพราะรู้สึกว่าคุ้มค่าเงินกว่า

แต่มีเล่มแรกที่ซื้อไปทั้งๆ ที่แหกกฎนี้ (และหลังอ่านจบ มันก็ได้ทลายกฎนี้ลงไปแล้ว) เล่มนั้นคือ Future ซึ่งตอนแรกที่เห็นรู้สึกเลยว่า เชี่ยทำไมมันแพงจัง เล่มละเกือบสี่ร้อย แต่ไม่ค่อยหนาเลย 250+ หน้าเอง แต่ตัดสินใจซื้อเพราะว่ามันถูกโปรโมทเป็น Best Seller และถูกแปะหน้าว่าเป็นหนังสือยอดเยี่ยม พร้อม quote ของคนดังที่ได้อ่านเล่มนี้แนะนำกันใหญ่ (รู้ตัวอีกทีคือซื้อเพราะตูโดน Influencer ชวนแบบอ้อมๆ เฉย)

แต่พออ่านจบรู้สึกว่า มันคุ้มค่าอยู่พอสมควร เพราะสิ่งที่ได้กลับมา กลับเป็น reading experience ที่ไม่เคยได้จากการอ่านเล่มไหนมาก่อน ทั้งการจัดย่อหน้าที่ถ้าคนขี้งกหน่อยๆ คงคิดละว่ามึงใช้กระดาษได้เปลืองมาก แต่ปรากฎว่าการจัดย่อหน้าแบบนี้ทำให้การอ่านมันเพลินขึ้น และอ่านแล้วรู้สึกว่า เออมันอ่านแล้วมีความคืบหน้า แถมมันยังไม่รู้สึกว่าตัวหนังสืออัดๆ กันในหน้านึงอีกต่างหาก แถมสิ่งที่พิเศษของเล่มนั้นคือ กระดาษที่ใช้พิมพ์เป็นกระดาษอย่างดีมากๆๆๆๆๆ พิมพ์สี่สีสวยสดงดงามมาก และสีไม่ลอกมือด้วย

หลังจากอ่านเล่มนั้นไป ผมเลยเลิกเอาประเด็นนี้มาพิจารณาในการเลือกหนังสือไปเลย

ได้โดนร้านหนังสือดูดตังในกระเป๋าอย่างง่ายดายขึ้น

หลังๆ นี้ถ้าชวนเข้าร้านหนังสือนี้มักจะแอบได้หนังสือออกมาติดมือทู้กที ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน 55555

มาอ่านหนังสือกันนนนนนน

สุดท้ายก็อยากจะลองชวนให้ทุกคนได้มาลองอ่านหนังสือกันครับ ถ้าไม่ได้อ่านมานานแล้ว แนะนำว่าอย่ากระโดดมาอ่านเล่มที่อ่านยากๆ ก่อน ให้ลองหาเล่มที่ย่อยง่ายๆ อ่านดูก่อนครับ จูนชีวิตที่ได้อ่านหนังสือให้เริ่มชินก่อน ถึงไปลองหาเล่มที่อ่านยากหน่อยๆ อ่านครับ

ไม่ก็ถ้าใครอยากจะมีความรู้สึกว่าต้องสะกดตัวเองให้ได้อ่านจริงๆ ลองตั้งเป้าเริ่มที่เดือนละเล่มก็ได้ครับ ผมเองก็มีเป้าเดือนละเล่มเหมือนกัน แต่ตอนนี้ 2 เดือนปาไป 8 เล่มแล้ว 555

และนี่คือรายชื่อหนังสือที่ได้อ่านมา (เผื่อใครจะลองอ่านตาม)

  1. ชีวิตผมเปลี่ยนไป เมื่อได้เทพช้างมาเป็นกุนซือ (WeLearn / จิตวิทยา + พัฒนาตนเอง) (เล่มนี้อ่านง่าย)
  2. หากชีวิตเป็นดั่งเกม นี่ไงล่ะ…กติกา (WeLearn / จิตวิทยา + พัฒนาตนเอง)
  3. ทำไมคุยกับคนนี้แล้วรู้สึกดีจัง (WeLearn / จิตวิทยา + พัฒนาตนเองในแง่การพูดคุย)
  4. ผู้หญิงไม่อธิบาย ผู้ชายเดาใจไม่เป็น (WeLearn / จิตวิทยา + พัฒนาตนเองในแง่การพูดคุย)
  5. The Nerd of Microsoft (Salmon / เรื่องสั้น สาย Developer น่าจะชอบมากๆ แต่คนธรรมดาก็อ่านได้)
  6. เมื่อสวรรค์ให้รางวัลผม (JBook / นวนิยายญี่ปุ่นแปล เคยเอามาทำเป็นหนังสือด้วย แต่เล่มนี้น่าจะเป็น rare item หายากไปแล้วครับ)
  7. Future (openbooks / ประวัติศาสตร์ + จิตวิทยาประยุกต์ ผมไม่สามารถอธิบายได้จริงๆ ว่ามันเป็นยังไง แต่อยากให้ลองอ่านดู)
  8. Past (openbooks / ประวัติศาสตร์ + จิตวิทยาประยุกต์ เหมือนเล่มบน ผมไม่สามารถอธิบายได้จริงๆ ว่ามันเป็นยังไง แต่อยากให้ลองอ่านดู)
  9. วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน (openbooks / รวมสุนทรพจน์ของคนดังหลายๆ คน)
  10. Managing Oneself (openbooks / จิตวิทยา + การจัดการ เล่มนี้ยกให้เป็นหนังสือในดวงใจ เล่มเล็กแต่เนื้อหาหนัก)
  11. Prada Mandala (openbooks / ไม่รู้จะเรียกว่าแนวอะไร แต่เป็นหนังสือที่มีความเป็น artist สูงมาก และความเป็น “ชีวิต” สูงมาก)
  12. คิดแบบยิว ทำแบบญี่ปุ่น (WeLearn / จิตวิทยา + พัฒนาตนเองในเชิงการบริหารจัดการตนเอง)
  13. เทคนิคการโน้มน้าวใจด้วยการฟัง ไม่ใช่การพูด (WeLearn / จิตวิทยา + พัฒนาตนเองในเชิงการสื่อสารด้วยการฟังเป็นหลัก และการถามที่ดี)
  14. ยอดมนุษย์ลำลอง (Workpoint Publisher / รวมตอบจดหมายของคุณประภาส ชลศรานนท์ ซึ่งเรื่องที่ถาม-ตอบกันมีหลากหลายมากๆ)
  15. และยังมีอีกที่กำลังจะตามมา…