6 หนังสือที่ได้อ่านเมื่อปี 2017

ก่อนอื่นก็สวัสดีปีใหม่ 2018 ทุกคนนะครับ ขอให้ปีนี้เป็นปีที่ดีสำหรับทุกคนนะครับ :)

โกลส่วนตัวโกลหนึ่งของปีนี้คือ ตั้งใจว่าจะอ่านหนังสือเดือนละเล่มเป็นอย่างน้อยครับ ดังนั้นปีนี้ก็คงจะได้เห็นบล็อกเกี่ยวกับหนังสือแน่นอนครับ

และก็ได้โอกาสประเดิมบล็อกแรกของปีนี้ ด้วยการเอาหนังสือที่ได้อ่านเมื่อปีก่อนมาแชร์ให้ฟังกันครับ + reflection ตัวเองนิดๆ ว่าหลังจากกลับมาอ่านหนังสือหลังจากห่างหายกับมันไปนานแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง

อารัมภบท: ทำไมถึงได้กลับมาอ่านหนังสือ

จริงๆ เท่าที่จำความได้ว่าอ่านหนังสือที่ไม่ใช่หนังสือเรียน หรืออ่านเพื่อสอบนั้น ครั้งสุดท้ายที่ได้อ่านหนังสือก็นานโขมาก เกือบสองสามปีที่แล้วเห็นจะได้ ตอนนั้นเล่มสุดท้ายที่ได้อ่าน คือนิยายที่ชื่อว่า Inferno แต่งโดยแดน บราวน์ (จะบอกว่าเป็นติ่งก็อาจจะถูก เพราะติดตาม + อ่านหนังสือของแดนก็เกือบทุกเล่มจริงๆ)

เหตุที่ได้กลับมาอ่านหนังสือก็เพราะว่า พี่นพ Co-Founder TakeMeTour สตาร์ทอัพที่ผมทำงานอยู่ด้วยเขาซื้อหนังสือมาให้เป็นของขวัญวันรับปริญญาครับ (และค้นพบว่าพี่เขาชอบอ่านหนังสือเอามากๆ ด้วย)

ดังนั้นส่วนนึงที่ได้กลับมาอ่านหนังสือ ก็เพราะว่าพี่เขาซื้อมาให้นี่แหละ ครั้นจะดองไว้ฝุ่นเกาะก็คงจะไม่ดีเท่าไหร่ 55555

แต่จริงๆ ชอบคำในโพสอิทโน้ตที่พี่แปะไว้กับห่อของขวัญที่ให้มาด้วยครับ พี่เขาเขียนไว้ว่า

อยากจะให้หนังสือไม่ใช่เพราะเนื้อหาข้างใน แต่ให้เพราะอยากให้โอกาสที่จะได้รักการอ่าน

มันเลยฉุกใจว่า เออ ตูควรกลับมาอ่านหนังสือบ้างได้ละ ละก็ถือว่าเป็นไปได้ด้วยดีครับ แม้ว่าหนังสือที่พี่เขาให้ยังอ่านไม่จบ แต่เราก็ได้ฤกษ์อ่านเล่มอื่นๆ จบแทน ซึ่งปีก่อนก็อ่านจบไปได้ 5 เล่ม ฟังดูจำนวนอาจจะไม่เยอะ แต่คิดๆ ดูแล้วว่าเริ่มอ่านก็ตอนช่วงท้ายๆ ปี หลังจากงานรับปริญญานั่นแหละ ก็รู้สึกว่าเป็นจุดออกตัวที่ดีเหมือนกันๆ

เล่มที่ 1: ชีวิตผมเปลี่ยนไป เมื่อได้เทพช้างมาเป็นกุนซือ

แนวหนังสือ: Self-Improvement

เล่มนี้ได้มาตอนไปเดินงานสัปดาห์หนังสือกับเพื่อนครับ ตอนแรกว่าจะไปโดนหนังสือเล่มอื่นๆ แต่ตาก็มาสะดุดกับเล่มนี้ ในบูทของสำนักพิมพ์ We Learn (ซึ่งภายหลังก็เป็นติ่งหนังสือสำนักพิมพ์นี้ไปละครับ 55)

ไอ้เราก็งงงวย ห๊ะ หนังสืออะไรฟะนั่น เลยหยิบมายืนอ่านบทแรกๆ

อ่านไปได้แค่ 5 นาที ตัดสินใจซื้อทันทีเลย

หนังสือเล่มนี้ว่าด้วยชีวิตของชายหนุ่มไม่เอาไหนคนนึงครับ ที่อยู่ดีๆ วันนึงก็มีเทพช้างปรากฎกายขึ้นมา (ซึ่งผมเข้าใจว่าเทพช้างที่ว่า ก็คือพระพิฆเนศที่ชาวอินเดียนับถือกันนั่นแหละ) และบอกกับชายคนนี้ว่า ถ้าจะสอนเคล็ดลับที่จะพัฒนาชีวิตตัวเองให้เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือให้จะเอาไหม…แน่นอนว่าชายหนุ่มคนนี้ก็ต้องสนใจเป็นธรรมดา เลยตอบตกลงไป

โดยเทพช้างก็ได้ทำการสอนเคล็ดลับดังกล่าว ผ่านภารกิจที่ให้ทำวันละ 1 ภารกิจ ซึ่งภารกิจแรกที่เทพช้างให้ทำนั้นก็คือ…

ขัดรองเท้า

ตอนแรกผมอ่านแล้วก็แบบ WTF อยู่แหละครับ (WTF พอๆ กับชายในเรื่องเลย)

แต่เทพช้างก็ได้อธิบายให้เราฟังว่า เหตุที่ให้เราไปขัดรองเท้าเพราะว่ารองเท้าเองก็เหมือนสิ่งที่ค้ำจุนชีวิตเราไว้ครับ เราเดินทางไปทำงานก็ต้องใส่รองเท้า ไปไหนมาไหนก็ใส่รองเท้า ถ้าเราไม่สนใจและดูแลสิ่งที่คอยค้ำจุนชีวิตเราไว้ ก็ไม่ต้องไปทำอย่างอื่นเพื่อให้ประสบความสำเร็จแล้วล่ะ

และเรื่องราวของหนังสือเล่มนี้ก็จะทำนองนี้แหละ ก็จะเป็นการที่เทพช้างให้ภารกิจกับชายคนนี้ทำในแต่ละวัน ซึ่งภารกิจบางอันฟังแล้วก็เมกเซ้นเข้าใจได้ก็มี บางอันฟังแล้วชวน WTF แบบขัดรองเท้าก็มีครับ แต่เสน่ห์ของเล่มนี้คือทุกภารกิจต่างมีเป้าหมายของมัน ต่างมีจุดประสงค์ของมัน และมันก็เสนอแนวทางให้เราพัฒนาขึ้นวันละนิดวันละหน่อยด้วย (เพราะเราเปลี่ยนแปลงตัวเองแบบฉับพลันไม่ได้หรอก เราต้องค่อยๆ พัฒนาทีละนิด เปลี่ยนทีละหน่อยแทน) และแนวทางการเล่าเรื่องก็จะคล้ายๆ กับเรื่องสั้น อ่านเพลินมา เผลออีกทีคือหมดเล่มแล้ว

เล่มที่ 2: หากชีวิตเป็นดั่งเกม นี่ไงล่ะ…กติกา

แนวหนังสือ: Self-Improvement

เล่มนี้พี่ธี รุ่นพี่โรงเรียน และรุ่นพี่คณะ รุ่นพี่บ้านโจ๋ได้ให้มาเป็นของขวัญวันรับปริญญาครับ (เป็นของสำนักพิมพ์ We Learn อีกละ 55)

เล่มนี้เป็นการเสนอว่าถ้าชีวิตเราเป็นเหมือนกับการเล่นเกมเกมนึงแล้ว มันก็จะมีกติกาเหล่านี้ที่ควรจะยอมรับ หากอยากเล่นเกมนี้ให้สนุกและมีความสุขครับ โดยกติกาที่ว่านั้นออกมาเป็นกฎ 10 ข้อด้วยกันดังนี้

  1. คุณจะได้รับร่างกาย: ร่างกายเป็นสิ่งที่เราได้มาตั้งแต่เกิดครับ ซึ่งมันก็มาพร้อมกับบทเรียนแรกคือเรื่องของการยอมรับครับ…ซึ่งการยอมรับในนี้เขาตีความว่าคือการไม่วิพากษ์วิจารณ์ร่างกายตัวเองจนเกินไปครับ จริงอยู่ถ้าเราอ้วนก็คืออ้วน เราก็ควรจะปรับปรุงตัวเองด้วยการลดความอ้วน ลดน้ำหนักลง แต่การยอมรับคือการที่เรารู้ตัวว่าอ้วน แล้วไม่ต้องไปคิดมากถึงมันครับ บางคนก็เอาเรื่องที่ว่ากูอ้วนจังมาคิดมากจนไม่ต้องไปทำมาหากินอะไรก็มีครับ

  2. คุณจะได้รับบทเรียน: ชีวิตเราก็ต้องเจอบทเรียนจำนวนมากมายครับ และต้องเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วย นั่นทำให้เราเองก็ต้องเรียนรู้ที่จะทำอะไรหลายๆ อย่าง เช่น ความเปิดใจครับ…ปีก่อนผมเองก็เจอเรื่องที่จะต้องเปิดใจ ยอมรับและพยายามทำความเข้าใจกับเหตุการณ์หลายๆ อย่างครับ และมันก็เป็นตัว proof ให้เห็นว่า เออชีวิตเรามันก็เหมือนสอนบทเรียนบางอย่างให้กับเราจริงๆ ถ้าเรามองมันด้วยแว่นตาที่ชื่อว่า “ความเปิดใจ”

  3. ไม่มีความผิดพลาด มีเพียงบทเรียนเท่านั้น: จริงอยู่ชีวิตเรามันไม่ได้ success 100% มันก็ต้องมีเรื่องผิดพลาดบ้างครับ…แต่หนังสือเล่มนี้ก็เสนอความคิดว่า จริงๆ อะไรที่มันไม่ success เราก็ไม่อาจเรียกว่ามันเป็น failure เสมอไป หากแต่จริงๆ มันเป็นบทเรียนให้กับเราครับ อย่างปีก่อนผมเองเคยมีเหตุการณ์ที่พลาดส่งเมล์เป็น batch ให้ผิดกลุ่มไปครับ แต่ก็ยังดีที่ไม่ได้พลาดหนักมาก เรื่องนี้ถ้าเรามองเป็นความผิดพลาดมันก็คือเราทำพลาด เราส่งเมล์ผิด ก็จบเรื่องไป แต่ถ้าเรามองมันเป็นบทเรียน เราก็จะเห็นว่ามันคือบทเรียนเรื่องของความรอบคอบในการทำงานครับ

  4. บทเรียนจะเกิดขึ้นซ้ำๆ จนกว่าคุณจะเรียนรู้: เคยสงสัยไหมว่า ทำไมบางทีชีวิตเราต้องเจอปัญหาเดิมซ้ำๆ ทำไมเราถึงดึงดูดคนแบบเดิมๆ มาซ้ำๆ หนักหนา เหตุเพราะว่าเรายังไม่ได้เรียนรู้บทเรียนที่มาจากเหตุการณ์และสถานการณ์นั้นๆ ครับ เช่น อย่างเคสด้านบน ถ้าผมพลาดท่าส่งเมล์ผิดอีกรอบเพราะไม่รอบคอบ ผมก็คงต้องเจอเหตุการณ์อีหรอบส่งเมล์ผิดเรื่อยๆ จนกว่าผมจะเรียนรู้บทเรียนเรื่องการรอบคอบสักทีนั่นแหละ

  5. การเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด: หลายคนก็คงตระหนักเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว เช่นสาย dev เองก็ต้อง move on พัฒนาตัวเองอยู่เรื่อยๆ แต่หลายคนก็คงอาจจะมองว่าตัวเองก็อยากจะอยู่เฉยๆ ไม่ต้องเรียนรู้อะไร แต่จริงๆ บทเรียนชีวิตเองก็มีอะไรให้เรียนรู้ตลอดเหมือนกัน ในหนังสือจึงได้เล่าในแง่มุมว่าเราควรจะต้องยอมรับแนวคิดที่ว่า เราไม่มีทางรู้ทุกอย่างบทโลกนี้แน่นอน และเฉกเช่นเดียวกันไม่ใช่ทุกคนจะได้บทเรียนชีวิตเหมือนๆ กัน

  6. “ที่นั่น” ไม่ได้ดีกว่า “ที่นี่”: ขอยก quote ประจำบทนี้มาแทนละกันครับ *“เมื่อ “ที่นั่น” ของคุณกลายเป็น “ที่นี่” คุณก็จะมี “ที่นั่น” ซึ่งดูดีกว่า “ที่นี่” ของคุณในตอนนี้” *พาร์ทนี้ได้สอนเราว่า บางทีเราก็ควรจะรู้จักซาบซึ้งกับความเป็นอยู่ในปัจจุบันบ้าง เพราะบางที ที่นั่น ก็อาจจะไม่ได้ดีกว่า ที่นี่ ที่เป็นอยู่เลยก็ได้

  7. ผู้อื่นเป็นเพียงภาพสะท้อนของตัวคุณ: เรื่องนี้ผู้เขียนมองว่า บางทีเวลาเราประเมินนิสัยคนอื่น เราประเมินว่าชอบไม่ชอบอะไรในตัวเขา จริงๆ มันคือการประเมินโดยเราเองเป็นที่ตั้งครับ นั่นหมายถึงว่า นิสัยของคนอื่นที่เราเห็น มักจะเป็นนิสัยเรานั่นแหละ ทั้งเรื่องดีหรือไม่ดี ดังนั้นความท้าทายของกฎข้อนี้คือทำยังไงให้การที่เรามองนิสัยเขาเป็นการตีความนิสัยของเราเองด้วย และได้โอกาสที่เราจะได้พัฒนาจุดด้อยตัวเอง

  8. ชีวิตจะเป็นเช่นไรก็สุดแล้วแต่คุณ: ข้อนี้ค่อนข้างจะตรงตัวครับ เรื่องทั้งหมดที่เล่ามา 7 ข้อก่อนหน้าจะเป็นไงนั้น สุดท้ายก็อยู่ที่ตัวเราเองจะตัดสินใจและกระทำออกมาเองครับ

  9. คำตอบทอดกายในตัวคุณ: แม้ว่าทั้งหมดทั้งมวลที่อ่านมาอย่างยาวนานนั้นจะฟังดูยาก แต่หนังสือเล่มนี้ก็ convince คุณมา จริงๆ คำตอบของบทเรียนทั้งหมดที่คุณอยากรู้มันก็อยู่ในตัวคุณแล้ว สิ่งที่ต้องทำก็คือมองมันแบบ unbias ใช้ปัญญาที่มีค่อยๆ คิดพิจารณามันไปครับ…จริงๆ เองปีก่อนบางเหตุการณ์ที่เจอในใจลึกๆ ก็พอรู้อยู่แล้วว่าผลจะเป็นยังไงจริงๆ สิ่งที่ควรทำก็คือลดความ bias / ego ต่อตัวเอง ลงมาหน่อยก็จะเห็นคำตอบนั้นชัดขึ้น

  10. คุณจะลืมกฎทุกข้อตอนที่คุณลืมตาดูโลก: ตอนแรกอ่านมาจนถึงบทนี้ อาจจะดูล้มโต๊ะ WTF บ้าง หมายความว่าไงวะ…จริงๆ เขาบอกว่า เราเกิดมาพร้อมกับกฎสิบข้อนี้แล้ว แต่เรามักจะ “ลืม” มันไประหว่างทาง หรือเมื่อเจอเหตุการณ์บางอย่าง เช่นถ้าเรื่องงานเราก็จะจำกฎทุกข้อได้ชัดเจนมาก แต่พอเจอเรื่องความรักไปบางทีเราก็จะลืมกฎหลายๆ ข้อไปหมดเกลี้ยง แต่เราก็จะกลับมา “จำ” มันได้เมื่อเราบรรลุถึงมันแล้ว

หลายคนถ้าอ่านถึงตรงนี้ ก็อาจจะคิดละ ตูไม่น่าซื้อมาอ่านละ รู้ครบทุกข้อ…โถ่ถังครับ หนังสือมันไม่ได้สั้นๆ เท่านี้นะครับนะ 55555

เล่มที่ 3: ทำไมคุยกับคนนี้แล้วรู้สึกดีจัง

แนวหนังสือ: จิตวิทยา / Self-Improvement

ได้มาคู่กับหนังสือเทพช้าง (และเล่มที่ 4 ที่จะพูดถึงด้วย) ก็เหมือนกับหนังสือเทพช้างครับ คือตอนแรกเห็นปกแล้วก็แบบ หือออออออออ น่าสนใจจัง 55555555

แต่ถ้าคิดว่าเนื้อในจะเหมือนกับชื่อเรื่องแบบที่คิดตอนแรก ก็แสดงความเสียใจด้วยครับ 555555555

จริงๆ หนังสือเล่มนี้มันว่าด้วยการ “สื่อสารและพูดคุย” ครับ ผู้เขียนเป็นนักจัดรายการวิทยุชื่อดังของญี่ปุ่นคนนึงครับ ซึ่งอารมณ์ประมาณว่าพูดเก่งมากจนเมื่อเจ้าตัวบอกว่า “เป็นคนที่บกพร่องด้านการสื่อสาร” คนก็คงไม่เชื่อกันแหงๆ แต่ก็เป็นเรื่องจริง เพราะนักจัดวิทยุคนที่ว่าเป็นอาการนี้จริงๆ

เล่มนี้ได้เล่าเทคนิคบางอย่างที่ช่วยให้เราพูดคุยได้ดีขึ้นครับ โดยการพูดคุยที่ว่าคือการพูดในเชิง smalltalk นี่แหละ หรือพูดง่ายๆ ก็คือการคุยเล่นสัพเพเหระนี่แหละครับ

มีเทคนิคนึงที่ผมชอบ และน่าจะประยุกต์ได้ในหลายสถานการณ์คือ ให้ถามว่า “ตัดผมมาเหรอ” ตอนจะเริ่มบทสนทนากัน

หลายคนฟังตอนแรกอาจจะงงๆ นิดๆ ว่ามันจะช่วยได้ยังไง? ถ้าลองคิดดีๆ จะเห็นว่าคำถามนี้คนฟังก็จะรู้สึกว่า เออคนถามเขาดูสนใจการเปลี่ยนแปลงของตัวเราแฮะ ซึ่งถ้าเราตัดผมมาจริงๆ เราเองก็จะมีความมั่นใจว่าต้องมีคนทักบ้างแหละนะ (ถึงจะไม่มั่นใจว่าจะมีคนทัก แต่ก็คงมีความรู้สึกว่า ตูน่าจะโดนทักแน่ๆ) การถูกถามแบบนี้ทำให้เรารู้สึกมีความมั่นใจในทรงผมใหม่ขึ้นมาทันตาเลย อีกประการนึงคือ คำถามนี้มันตอบได้ง่ายมากๆ เพราะเราเองก็จะไม่ลืมว่าเพิ่งตัดผมมาครับ (ซึ่งก็เป็นเรื่องจริงนะ คนเรามันก็ลืมอะไรต่ออะไรได้เยอะแยะ แต่ก็ไม่ยักกะเคยลืมว่าเพิ่งจะตัดผมมา) และตอบได้โดยไม่ต้องแบกรับภาระทางความคิดอะไรมาก ซึ่งเป็นคำถามที่ผู้เขียนเรียกว่า “คำถามในอุดมคติของวงสนทนา” เลยแหละ

หรือต่อให้เขาไม่ได้ตัดผมมาจริงๆ คุณก็อาจจะแย้บต่อไปอีกก็ได้ว่า “โห แสดงว่าไปทำอย่างอื่นมาสิ คุณดูดีขึ้นเยอะเลย”

เล่มนี้ก็เป็นเล่มที่ดีครับ จริงๆ ก็เหมาะกับชาวโปรแกรมเมอร์อย่างผมเองที่มักไม่ค่อยไปพูดคุยกับใครเขา 555 แต่ก็เป็นทักษะอะไรที่มันพัฒนากันได้ครับ

เล่มที่ 4: ผู้หญิงไม่อธิบาย ผู้ชายเดาใจไม่เป็น

แนวหนังสือ: จิตวิทยา / Self-Improvement

โดนคู่กับหนังสือเทพช้าง และเล่มก่อนนี้แหละครับ 555555 จริงๆ ซื้อเพราะว่ามีเพื่อนคนนึงกำลังดราม่ากับแฟน แบบผู้ชายมึงไม่เข้าใจกูเลยว่ากูงอนมึง รอมึงง้อนะไรงี้ เลยนึกถึงเพื่อนคนนี้ ละซื้อเอาไปให้มันยืมอ่านเลยจ้า 5555555

เนื้อหาในเล่มคืออธิบายความแตกต่างของสองเพศ คือเพศชาย กับเพศหญิง ว่าใน context หรือบริบทต่อเหตุการณ์นึงนั้น สองเพศนี้จะมีความคิดแตกต่างกันยังไงบ้างครับ

เช่นในเรื่องการสื่อสาร เขาบอกว่า ผู้ชายเป็นคนที่เดาใจคนอื่นไม่เป็น เพราะเป็นเพศที่จะไม่ค่อยช่างสังเกต ไม่ค่อยใส่ใจคนอื่น แถมยังไม่คิดจะปรับปรุงตัวในเรื่องนี้ด้วย นั่นทำให้หลายๆ ครั้งผู้ชายก็จะเดาใจผู้หญิงไม่ค่อยออกจริงๆ ว่าเป็นอะไร เพราะก็ไม่ค่อยจะสังเกตกันนี่แหละ (เช่น ไม่ค่อยสังเกตว่าทำไมแฟนงอน ทำไมหงุดหงิด เป็นต้น)

ส่วนผู้หญิงนั้น ก็ดันเป็นเพศที่คาดเดาอารมณ์เก่งมากๆ และช่างสังเกตด้วย ทำให้ผู้ชายก็มักจะคิดว่า อ้าวเฮ้ย ก็ไม่อธิบายกูเนี่ย กูจะไปรู้ไหมฟะ แต่จริงๆ ผู้หญิงเขาคิดแค่ว่า “เอ้า ก็เห็นอยู่ทนโท่เนี่ย ไม่รู้ได้ไงฟะ” ก็เลยไม่อธิบายครับ (ทำให้เกิดเป็นชื่อหนังสือเล่มนี้นี่แหละ 5555)

ซึ่งจุดชอบของหนังสือเล่มนี้คือ มันอธิบายได้ดีครับ เห็นภาพด้วย (หลายเคสอ่านแล้วฮาก๊ากเลย) และจริงๆ จะค้นพบว่าความต่างของสองเพศนี้มันก็เกิดจากพื้นเพของทั้งสองเพศที่ต่างกัน ทั้งในบริบททางกายภาพ (เซลล์ประสาทในสมองที่ต่างกัน ทำให้ผู้ชาย multi-task ไม่เก่งเท่าผู้หญิง รวมถึงการประมวลผลในบางเรื่องก็จะต่างกัน) และทางสังคม (ผู้ชายเล่นเบสบอล ที่ต้องมีคนชนะ ทำให้หลายๆ ครั้งผู้ชายมักกระหายชัยชนะในทุกๆ เรื่อง ในขณะที่ผู้หญิงเล่นพ่อแม่ลูก ไม่จำเป็นต้องมีคนชนะ ทำให้จึงมองเรื่องชัยชนะเป็นเรื่องไร้สาระ)

เล่มที่ 5: The Nerd of Microsoft

แนวหนังสือ: เรื่องเล่าประสบการณ์ชีวิต

เป็นหนึ่งในหนังสือที่อ่านแล้วอินมาก และอ่านจบในเวลารวดเร็วมากๆ เช่นกัน

หนังสือเล่มนี้ว่าด้วยคนไทยที่ได้ทำงานเป็น Software Developer ที่ไมโครซอฟท์ครับ หนังสือเล่มนี้ก็จะต่างกับเล่มอื่นๆ ที่ได้อ่านในปีที่แล้วที่ว่ามันเป็นหนังสือเล่าประสบการณ์ชีวิต (ในขณะที่เล่มอื่นๆ ตอนอ่านก็ต้องคิดๆ ตามด้วย)

ซึ่งชอบความฮาของหนังสือเล่มนี้ครับ คนทำ software สาย dev ด้วยกันอ่านแล้วผมว่าต้องชอบชัวร์ๆ เพราะแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft ก็ยังต้องเจอปัญหาแก้ requirement ไปเรื่อยๆ และสุดท้ายแม่งก็เสือกจะเอาแบบตอนแรก

แต่สิ่งที่ได้มาเพิ่มเติมคือ เรา reflect เห็นวิถีชีวิตของคนที่นู้นได้เหมือนกันครับ คนที่นู้นเขาจะมีความจริงจังกับการทำงานมาก เรียกได้ว่า work hard พอตัวเลยแหละ นอนหามรุ่งหามค่ำก็บ่อย แต่บทจะ play hard ก็เรียกว่า play very hard และจริงจังเบอร์นั้นเลยแหละ เช่น มีครั้งนึงจะให้ทุกทีมแข่งกันทำเครื่องคราฟท์เบียร์ออกมา แล้วจัดปาร์ตี้กัน ถ้าชอบของทีมไหนก็โหวต โหวตเยอะสุดชนะไรงี้ ซึ่งความจริงจังคือทีมที่ผู้เขียนอยู่นั้นมีสมาชิกคนนึงที่เป็นเนิร์ดขนานแท้ แต่พอถึงเวลาทำเครื่องคราฟท์เบียร์แม่งก็โคตรจริงจัง ทั้งดีไซน์ หาของ ประกอบ เขียนโค้ด ครบสูตรเลยจ้า

เล่มที่ 6: เมื่อสวรรค์ให้รางวัลผม

แนวหนังสือ: นิยายเรื่องสั้น

เล่มนี้ได้มาเพราะจู่ๆ มีคนมาวางไว้ที่โต๊ะที่ออฟฟิศ พร้อมโพสอิท “Happy New Year” ติดมาครับ (ก็พอเดาออกว่าใครให้ ดูลายมือก็รู้ 55)

เป็นนิยายเล่มเดียวที่ได้อ่านในปีที่แล้วครับ เรื่องของเล่มนี้ก็คือ มีดวงวิญญาณดวงนึงได้โอกาสกลับไปที่โลกมนุษย์ใหม่อีกครั้ง โดยมีข้อแม้คือ จะให้อยู่ในร่างของเด็กคนนึงที่เพิ่งฆ่าตัวตายไป และจะจำความทรงจำในอดีตชาติที่ยังเป็นมนุษย์ไม่ได้ และจะจำได้เมื่อสำนึกว่าบาปที่ตัวเองทำไปในชาติก่อนนั้นคืออะไรกันแน่

ตอนแรกก็อ่านๆ ไปครับ แต่ก็ค้นพบว่าอ่านไปนิดหน่อย เพลินเลย อ่านติดจนจบเลย และเอาไป search Google ดูพบว่า เชี่ยแม่งกลายเป็นหนังสือหายากไปแล้ว!

และหนังสือเล่มนี้เคยเอาไปทำเป็นหนังด้วยครับ

และส่วนตัวบอกเลยว่า เป็นหนังสือที่ดีมากๆ ถ้ามีโอกาสก็อยากให้ทุกคนได้ลองอ่านครับ (เสียดายว่ามันหายากแล้วจริงๆ…) ชอบเรื่องที่หนังสือเล่มนี้สอนกับเราคือ “บางทีเรามักจะมองเหตุการณ์นึงเพียงแค่มุมเดียวเท่านั้น”

Reflection: คิดว่าได้อะไรจากการอ่านหนังสือ

ตอนแรกคิดว่าตัวเองจะอ่านหนังสือแต่แนว self-improvement ในปีก่อน แต่ไปๆ มาๆ ก็มีอ่านแนวอื่นด้วย

จริงๆ ก็รู้สึกได้เลยว่า การอ่านหนังสือก็เป็นการใช้เวลาว่างแบบนึง เช่นเดียวกับเล่นเกม ดูหนังแหละ ในขณะที่การดูหนังและเล่นเกมก็ให้ความบันเทิง แต่หนังและเกมบางเรื่องก็ให้สาระกับเราด้วย การอ่านหนังสือจริงๆ ก็เหมือนกันนะ หลายเล่มก็ให้ความบันเทิงได้ดี เช่น เทพช้าง/เมื่อสวรรค์ให้รางวัลผม/the nerd of microsoft ที่แต่งโครงเรื่องเหมือนเรื่องเล่าดีๆ นี่เอง แต่นอกจากความบันเทิงผ่านกระดาษแล้ว ก็ยังมีข้อคิด และจุดที่เราได้ reflect ตัวเองเหมือนกันครับ

รวมถึงพวกหนังสือ self-improvement เองก็ช่วยให้เราได้คิดและพัฒนาตัวเองขึ้นไปด้วยครับ (ไม่มากก็น้อยแหละจริงๆ)

ดังนั้น ผมเองก็อยากเชิญชวนให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ มาอ่านหนังสือกันเถอะครับ

ผมว่าการอ่านมันให้อะไรกับเรามากกว่าที่คิดจริงๆ แหละ